วัดธรรมปัญญารามบางม่วง หรือ “ฮึงถั่นตื่อ” เป็นวัดในพระพุทธศาสนามหายาน สังกัดคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และเป็นสถานที่สืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมมหายานในชุมชน โดยข้อมูลประวัติที่วัดเผยแพร่กล่าวถึงวัดแห่งนี้ว่าเป็นวัดมหายานแห่งแรกของจังหวัดนครปฐม
ความเป็นมาและการจัดตั้งวัด
วัดธรรมปัญญารามบางม่วงมีรากฐานมาจากโรงเจเก่าชื่อ “เฮงเส็งตั๊ว” หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันว่า “โรงเจบางม่วง” ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและความศรัทธาของชุมชนริมแม่น้ำท่าจีนมาเป็นเวลายาวนาน ต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์อนัมนิกาย โดยใช้ชื่อภาษาเวียดนามว่า CHÙA HƯNG THẠNH และมีชื่อที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เฮงเส็งยี่”
การจัดตั้งวัดได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (เจริญ กิ๊นเจี๊ยว) เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ซึ่งได้รับถวายที่ดินจากเจ้าของโรงเจ เพื่อจัดตั้งเป็นวัดของคณะสงฆ์อนัมนิกาย และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2548
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550 เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายได้มอบหมายให้ องวินัยธรพิสิษฐ์ เถี่ยนบ๊าว เข้าดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เพื่อดูแลกิจการคณะสงฆ์และพัฒนาวัดให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน ปัจจุบันท่านมีสมณศักดิ์ที่ “องสรพจนสุนทร” และยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง
การขยายพื้นที่และการพัฒนาวัด
ภายหลังการจัดตั้งวัด พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตรได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมบริเวณที่ประดิษฐานพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพื่อรองรับการพัฒนาศาสนสถานและการประกอบศาสนกิจของวัด
ต่อมา คุณสมบูรณ์ ลิ้มประเสริฐ ได้ถวายที่ดินบริเวณที่ใช้สร้างวิหารพระแม่กวนอิม และพื้นที่ฝั่งเสาสถานีวิทยุ จากนั้น คุณปริญดา ฉันทวานิช ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมถวายวัดอีกส่วนหนึ่ง ด้วยความร่วมมือของคณะสงฆ์และผู้มีจิตศรัทธา วัดจึงมีเนื้อที่รวมประมาณ 9 ไร่เศษ ตามข้อมูลประวัติวัด
การขยายพื้นที่ดังกล่าวเอื้อให้วัดสามารถพัฒนาสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ ตลอดจนพื้นที่สำหรับการประกอบพิธีกรรม การสวดมนต์ และการเข้ามาสักการะของพุทธศาสนิกชน
การสร้างพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า
องสรพจนสุนทรได้ตระหนักถึงความทุกข์ของผู้คนที่เผชิญความเจ็บป่วย ทั้งความทุกข์ทางกาย ความกังวลใจ และการขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จึงมีปณิธานจัดสร้างพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพื่อเป็นพระประธานและเป็นศูนย์รวมศรัทธาของวัด ให้ผู้ที่เข้ามาสักการะได้รับขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต
พระประธานองค์นี้หล่อด้วยเนื้อเงินยวง เป็นที่รู้จักในนาม “พระยูไลไภษัชย์” หรือ “พระเงินใหญ่” โดยวัดเผยแพร่ข้อมูลว่าเป็นพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้าที่หล่อด้วยเนื้อเงินยวงองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การจัดสร้างเกิดจากปณิธานของเจ้าอาวาสและความร่วมมือของพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา
พระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้าจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะพระประธานประจำวัด และสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาสักการะและอธิษฐานจิต
พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าในคติมหายาน
พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า มีพระนามว่า “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต” เป็นพระพุทธเจ้าที่ได้รับความเคารพอย่างแพร่หลายในพระพุทธศาสนามหายาน พระนามสื่อถึงพระตถาคตผู้เป็นบรมครูแห่งยารักษาโรคและมีพระรัศมีดุจแก้วไพฑูรย์ จึงเป็นที่รู้จักในนาม “พระพุทธเจ้าหมอยา”
คติการบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าเน้นพระมหากรุณาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ผู้ประสบความทุกข์ โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วย ผู้ยากไร้ และผู้ขาดที่พึ่ง การระลึกถึงพระองค์จึงสัมพันธ์กับการสร้างกำลังใจ การรักษาศีล และการดำเนินชีวิตด้วยความเมตตาและปัญญา
พระสูตรกล่าวถึงมหาปณิธาน 12 ประการที่พระองค์ทรงตั้งไว้เมื่อครั้งบำเพ็ญพระโพธิสัตว์จริยา ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- ให้สรรพสัตว์มีลักษณะอันสมบูรณ์เช่นเดียวกับพระองค์ และก้าวสู่การตรัสรู้
- ให้พระรัศมีอันบริสุทธิ์ส่องสว่างแก่สรรพสัตว์ที่อยู่ในความมืด
- ให้สรรพสัตว์มีสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอ
- นำผู้ดำเนินในทางผิดเข้าสู่โพธิมรรค และตั้งมั่นในมหายาน
- ให้ผู้ปฏิบัติรักษาศีลบริสุทธิ์ และผู้ล่วงละเมิดศีลกลับคืนสู่ความบริสุทธิ์
- ให้ผู้มีความบกพร่องทางร่างกายและผู้ประสบโรคภัยพ้นจากความทุกข์เหล่านั้น
- ช่วยผู้ป่วยที่ยากไร้ ขาดแพทย์ ยา และที่พึ่ง ให้ได้รับความผาสุกและปัจจัยเกื้อกูล
- ให้สตรีผู้ปรารถนาเปลี่ยนภาวะเป็นบุรุษสมประสงค์และก้าวสู่การตรัสรู้ ตามคติที่ปรากฏในพระสูตร
- ให้สรรพสัตว์พ้นจากบ่วงมารและมิจฉาทิฏฐิ ตั้งมั่นในสัมมาทิฏฐิ
- ให้ผู้ถูกจองจำ ลงทัณฑ์ หรือประสบภัย พ้นจากความทุกข์กายและใจ
- ให้ผู้หิวโหยได้รับอาหาร แล้วจึงได้รับธรรมเป็นเครื่องนำไปสู่ความผาสุก
- ให้ผู้ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มได้รับเครื่องนุ่งห่มและสิ่งเกื้อกูล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
มหาปณิธานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พระมหากรุณาของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าครอบคลุมทั้งการบรรเทาความทุกข์ในการดำรงชีวิต และการส่งเสริมให้สรรพสัตว์พัฒนาตนไปสู่ความหลุดพ้น จึงเป็นคติสำคัญที่สัมพันธ์กับปณิธานการสร้างพระประธานของวัดธรรมปัญญารามบางม่วง
พระโพธิสัตว์และสถานที่สักการะภายในวัด
นอกจากพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้าแล้ว วัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระแม่กวนอิมปางเสวยสุข หรือปางไสยาสน์ ซึ่งเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนในฐานะพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา ตลอดจนพระสุริยันโพธิสัตว์และพระจันทราโพธิสัตว์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับคติการบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า
ภายในวัดยังมีหลวงพ่อทันใจ เทพเจ้าประจำราศีปีเกิด เทพเจ้าขุนพลทั้ง 12 องค์ หมอเทวดาฮั่วท้อเชียงซือ เทพเจ้าโชคลาภทั้ง 5 องค์ หรือโหงวโห่วไฉ่ซิ่ง เทพเจ้าโชคลาภไฉ่ซิงเอี๊ย ศาลเจ้าที่ก้ำเทียนไต่ตี และศาลพญามังกรเขียว เป็นสถานที่สักการะตามความศรัทธาของผู้ที่เดินทางมาวัด
วัดยังมีประวัติการจัดสร้างมณฑลทราย หรือ “แมนดาลา” ตามธรรมเนียมพระพุทธศาสนาทิเบต โดยมีรายงานการจัดสร้างขึ้นภายในวัดใน พ.ศ. 2551 ศิลปะการสร้างและสลายมณฑลทรายสื่อถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้วัฒนธรรมพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในวัด
บทบาทด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
วัดธรรมปัญญารามบางม่วงมีบทบาทสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ผ่านโรงเรียนศรีวิชาวิทยา ซึ่งเปิดโอกาสให้สามเณรได้ศึกษาพระธรรมควบคู่กับวิชาสามัญ การส่งเสริมการศึกษาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างศาสนทายาทและการสืบทอดพระพุทธศาสนา
วัดยังใช้ช่องทางสื่อสาร เช่น เว็บไซต์และสถานีวิทยุ ในการเผยแพร่ข้อมูลของวัดและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ช่วยให้พุทธศาสนิกชนสามารถติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในศาสนกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น
จากโรงเจบางม่วงที่ผูกพันกับชุมชน วัดธรรมปัญญารามบางม่วงได้พัฒนาเป็นวัดของคณะสงฆ์อนัมนิกายที่มีบทบาททั้งด้านศาสนกิจและการศึกษา โดยอาศัยความเมตตาของพระเถระ การดำเนินงานของเจ้าอาวาส และความร่วมมือของผู้มีจิตศรัทธา ประวัติของวัดจึงสะท้อนการสืบทอดศรัทธามหายานควบคู่กับการเป็นที่พึ่งทางจิตใจและการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา
